Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

ปรากฎการณ์ ‘ปะการังฟอกขาว’ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

  • PDF
“บทหนึ่งก็ซึ้งใจ ไยนะเจ้าช่างเปลี่ยน เป็นน้ำตาและความเงียบเหงาใจ เจ็บปวดมากหรือไร ใครนะทำกับเจ้า โลกจึงดูซึมเซาไร้เสรี... ปะการังเอ๋ย เจ้าคงเจ็บช้ำ โอ้ใครนะใคร ใครทำให้เจ้าปวดใจ ปะการังเอ๋ยเจ้าคงไม่เข้าใจ ยังมีฟ้าอำไพในสากล”

เสียงเพลงทุ้มๆเศร้าๆของ ชรัส เฟื่องอารมย์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สะท้อนความบอบช้ำของปะการัง ให้คนฟังได้ฉุกใจคิด แล้วหันมาดูแลธรรมชาติกันให้มากขึ้น

แต่ใครจะคิดว่า วันนี้สถานการณ์กลับน่าเป็นห่วงมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ได้เกิด ปรากฏการณ์ปะการังเปลี่ยนสี (coral bleaching) ขึ้นมา เพราะระบบนิเวศแนวปะการังถูกกระทบกระเทือน เนื่องจากปะการังที่เคยมีสีสันสวยงามถูกทำให้มีสีซีดจางลง

ในครั้งแรกปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตใน พ.ศ. 2522 ซึ่ง ต่อมาได้ขยายไปอย่าง กว้างขวางใน พ.ศ. 2534 และปรากฏการณ์นี้ ได้แผ่ขยายไปมากขึ้นในปี พ.ศ. 2541 นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานกันในขณะนั้นว่าเป็นผลกระทบมาจากปรากฏการณ์ เอลนินโญ่ ซึ่งทำให้อุณหภูมิของโลกและน้ำทะเลสูงขึ้น จนทำให้ปะการัง และสัตว์อื่นในบริเวณ แนวปะการังได้แก่ ดอกไม้ทะเล ถ้วยทะเลและปะการังอ่อน เปลี่ยนจากสีต่างๆ เป็นสีขาวและค่อยๆ ตายไป

เพราะการที่ปะการังเปลี่ยนสีไปเป็นสีขาวก่อนที่จะตาย จึงทำให้มีการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งเกิดจาก“สาหร่ายซูแซนเทลลี่”ที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อปะการังซึ่งทำหน้าที่สร้างสีสันและสังเคราะห์แสงให้พลังงาน แยกตัวออกมา ทำให้ตัวปะการังสีซีดลงกลายเป็นเนื้อเยื่อใสๆคล้ายวุ้นคลุมส่วนโครงสร้างที่เป็นหินปูน มองเห็นเป็นสีขาว เทา หรือน้ำตาล

สาเหตุหลักในการเกิดปะการังฟอกขาวมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นเกินกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติอุณหภูมิของน้ำทะเลจะอยู่ที่ 28-29 องศาเซลเซียส แต่ถ้าอุณหภูมิน้ำทะเลเกิดสูงเกิน 30.1 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป ปะการังจะปรับทำตัวให้เกิดปะการังฟอกขาวขึ้นมา

ในอดีตปะการังฟอกขาวตามธรรมชาติจะสัมพันธ์กับปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร ครั้นเอลนีโญผ่านพ้นไปปะการังก็จะใช้เวลาพักฟื้นแล้วกลับมามีสีสันสวยงามอีกครั้ง แต่นั่นยังไม่เท่ากับการเกิดปะการังฟอกขาวในปัจจุบัน ที่เป็นข่าวฮือฮาอย่างมาก

เพราะปะการังฟอกขาวหนนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นไปทั่วแถบภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ทั้งอินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟ ซีเชลส์ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย

และสำหรับกรณีที่เกิดบ้านเรานั้น ต้องถือว่า รุนแรงที่สุดในประวัติการณ์ เป็นวิกฤตปะการังฟอกขาวที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ขยายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่หาทางป้องกันเยียวยาให้ดี ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ มันไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ปะการังตายเท่านั้น

หากแต่มันกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งทำให้จำนวนปลาลดลง ส่งผลต่อไปยังเรื่องของการประมง แหล่งอาหารทางทะเลของมนุษย์ การท่องเที่ยว การกัดเซาะชายฝั่ง รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเลด้วย

การเกิดวิกฤตปะการังฟอกขาวครั้งนี้ ทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ผู้รู้ ต่างออกมาให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่าการเกิดปะการังฟอกขาวในครั้งนี้ เกิดจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนก็มาจากน้ำมือมนุษย์เรานั่นเอง

ณ วันนี้การทวงคืนความบอบช้ำของธรรมชาติ ผ่านปรากฏปะการังฟอกขาวนั้น ในส่วนของบ้านเรา ได้เริ่มที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแล้ว โดยกำลังเกิดผลกระทบกับการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากอุทยานแห่งชาติทางทะเล 7 แห่งต้องสั่งปิดพื้นที่ดำน้ำแล้ว ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง บริเวณเกาะเชือก 2. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล บริเวณเกาะบุโหลนไม้ไผ่ เกาะบุโหลนรังผึ้ง 3. อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล บริเวณเกาะตะเกียง เกาะหินงาม เกาะราวี หาดทรายขาว เกาะดง

4. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร บริเวณเกาะมะพร้าว 5. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี บริเวณแนวปะการังบริเวณหินกลาง 6. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา บริเวณอ่าวสุเทพ อ่าวไม้งาม เกาะสตอร์ค หินกอง อ่าวผักกาด และแนวปะการังหน้าที่ทำการอุทยาน 7. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา บริเวณอ่าวไฟแว๊ป และอีส ออฟ อีเด็น

วัตถุประสงค์ของการสั่งปิดก็เพื่อไม่ให้คนเข้าไปซ้ำเติมเหตุการณ์ให้ยิ่งเสื่อมเร็วและแย่ลงมากขึ้น เพราะหากเป็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวตามธรรมชาติปกตินั้น อาจจะสามารถฟื้นตัวได้ อย่างเร็วอาจแค่ 1 ปี หรืออย่างช้าก็ต้องอาศัยเวลาถึง 5 ปี

สิ่งที่ต้องหยิบยกมาเตือน ก็เพราะว่า วิกฤตปะการังฟอกขาวครั้งนี้ยังไม่มีใครสามารถสรุปได้ว่าจะใช้เวลาฟื้นตัวแค่ไหน ยิ่งถ้าไม่หาทางป้องกันเยียวยาให้ดี ผลที่เกิดขึ้นตามมา แน่นอนว่าไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ปะการังตายจำนวนมากเท่านั้น หากแต่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเล และเกิดผลกระทบอื่นตามมามากมาย

สรุปว่าเมื่อมนุษย์เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญในการก่อวิกฤต ผลมนุษย์ที่เกิดขึ้จจากการกระทำของน้ำมือก็ย้อนศรกลับมากระทบต่อมนุษย์เราแบบไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ดังนั้นนอกจากที่ควรจะต้องตื่นตัวหันมาเยียวยาแก้ไขปัญหา และให้เวลากับการฟื้นตัวของปะการังฟอกขาวแล้ว ยังถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการกลับมาให้ความสำคัญกับปัญหาสภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

ก่อนที่จะสายเกินไป จนกระทั่งความเสียใจก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยอะไรได้

ธรรมชาติ เตือนคุณแล้วนะ!!!

(ผู้เขียน : อังคนา ณ สงขลา)