Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

กรณี ‘ฝันร้ายมาบตาพุด’ บทเรียนในการอยู่ร่วมกัน

  • PDF
กรณีศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับ 76 โครงการอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีมูลค่าการลงทุนรวม 4 แสนล้านบาท เป็นกรณีที่สร้างความตกตะลึงไม่เพียงเฉพาะรัฐบาล และสังคมไทยเท่านั้น

แต่เป็นกรณีที่สร้างความตื่นตะลึงและวิตกกังวลไปถึงบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนอยู่ในประเทศไทยด้วย โดยเห็นได้ชัดเจนจากดัชนีราคาหุ้นในวันที่ปรากฏคำตัดสินของศาลปกครองออกมา ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงไปทันทีกว่า 60 จุด หรือกว่า 8%

เพราะแม้แต่โครงการที่ผ่านการ รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว ก็ยังถูกสั่งระงับ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งทำให้กระทบต่อแผนการลงทุน เพราะไม่รู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะจบเมื่อใด

ประเด็นที่เป็นห่วงกันก็คือว่า ถ้านักลงทุนต่างชาติรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ไหว จะทิ้งโครงการลงทุนในไทยไปที่อื่น ขณะที่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนใหม่ก็อาจจะกังวลว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการบริหารจัดการดียังถูกสั่งระงับโครงการ ถ้ามีการลงทุนใหม่อาจจะถูกสั่งระงับโครงการอีกได้

แน่นอนว่า ในแง่ของจิตวิทยาการลงทุน ย่อมเป็นไปดังเช่นที่ นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การมีคำสั่งระงับโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดทำให้นักลงทุนต่างชาติสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น และกระทบต่อนักลงทุนที่วางแผนจะเข้ามาลงทุนในไทย อาจเปลี่ยนทิศทางไปลงทุนในประเทศอื่น โดยเฉพาะนักธุรกิจที่วางแผนลงทุนระยะยาวไว้แล้วจะกังวลมาก

ดังนั้นรัฐบาลควรกำหนดนโยบายแก้ปัญหาให้ชัดเจน โดยแนวทางจะต้องผ่านการหารือที่รอบคอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประกาศออกมาว่าประเทศต้องมีเศรษฐกิจที่เดินหน้าโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

อย่างไรก็ตาม นั่นคือมุมมองในเรื่องการลงทุน ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นภาพรวมส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ละเลย หรือมองข้ามความเป็นอยู่ของชุมชน ของสังคมในพื้นที่ไปได้

ในแง่ของการให้ความสำคัญกับเม็ดเงินของการลงทุน ก็จะต้องไม่ลืมว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้มีการระบุเอาไว้ชัดถึงเรื่องสิทธิของชุมชน ทั้งในการมีส่วนร่วมและฟ้องหน่วยงานของรัฐ โดยในมาตรา 67 วรรคสอง ความว่า

การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพจะกระทำมิได้
เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน
ในกรณีนี้รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว

ขณะที่ในวรรคสาม ก็ระบุชัดเจนว่า

สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง

ดังนั้นคำถามที่ตามมา ก็คือ หากทุกคนรู้สิทธิ รู้หน้าที่ และที่สำคัญคือการเคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยดี กฏหมายที่มีอยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ใช่หรือไม่?

กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม ไล่มาตั้งแต่ รัฐบาล ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ให้มาเป็นการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับความพยายามที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนมหาศาลจากนักลงทุนต่างชาติมาช่วยพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ

ในขณะที่ ข้าราชการและหน่วยงานของรัฐ ก็ต้องไม่ละเลยเพิกเฉย หรือไม่ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนและเสียงเรียกร้องของชุมชนที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐเข้ามาดูแล ซึ่งกรณีของปัญหามาบตาพุด เสียงสะท้อนจากชุมชนที่เกิดขึ้นก็คือ เป็นความบกพร่องผิดพลาด ละเลย หรือไม่เอาใจใส่ของหน่วยงานของรัฐ หรือว่าของรัฐบาลโดยตรง

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ภาคธุรกิจ ที่จะต้องมีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกัน ระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชน ในระดับที่สูงที่สุด ในเมื่อเจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจทุกคน ล้วนแล้วแต่ต้องการมีความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพที่ดี อยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็ควรจะต้องระลึกไว้เสมอว่า คนอื่นๆก็ย่อมต้องการสิ่งเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

การทำ CSR ในลักษณะตามกระแส หรือฉาบฉวย ไม่ได้เพียงพอเลยสำหรับการดูแลชุมชนอย่างแท้จริง หากต้องการที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้

สุดท้าย ชุมชนและภาคประชาชนเอง ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงของการพัฒนาประเทศ ของการเปลี่ยนแปลงที่หลีกไม่พ้น หากเป็นการลงทุนเป็นการพัฒนาที่คำนึงและห่วงใยในผลกระทบต่อชุมชน ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในพื้นที่ชุมชน ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในการที่จะอยู่ร่วมกัน

โดยสรุปไม่ว่าจะเป็นกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หรือที่ใดๆก็ตาม การอยู่ร่วมกันควรที่จะต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและคำนึงถึงตัวแปรรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของชาวบ้านที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย หรือสิทธิของภาคประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด หรือสิทธิของโรงงานอุตสาหกรรม ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

ฝันร้ายที่ผ่านมาของประเทศไทย คือการละเลยเพิกเฉยต่อการสร้างมลภาวะ นักลงทุนไร้จริยธรรมและมนุษยธรรม มุ่งเน้นการให้ต้นทุนต่ำ กำไรสูงสุด ทำให้ทรัพยากรแผ่นดินเสียหายเพราะกากพิษอุตสาหกรรม ในแผ่นดิน แม่น้ำ ลำคลองและในอากาศ ก่อมลภาวะทางเสียง และผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความแออัดของชุมชน

รัฐบาลจึงสมควรต้องระวังมากกว่าเดิม กฎหมายไม่มีความหมาย หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่คำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์


(ผู้เขียน : ภูวนารถ ณ สงขลา)