Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

วิกฤติอาหารโลก

  • PDF
หลายประเทศอิจฉา "ชาติอาหรับ" ที่มีทรัพย์ในดินเป็น "น้ำมัน" ดูอย่างประเทศมหาอำนาจ "ชาติอเมริกัน" ที่พยายามทุกวิถีทาง ทั้งอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และมนุษยธรรม เพื่อใช้กำลังทางทหารเข้าไปแทรกแซงในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีเจตนาแอบแฝงใน "แหล่งพลังงาน" และท้ายสุดพัฒนากลายเป็นปมขัดแย้งของ "กลุ่มก่อการร้าย" ที่แพร่ขยายความรุนแรงไปทั่วโลก

ที่น่าวิตกยิ่งกว่า คือ ณ วันนี้ ภาพแห่งความขัดแย้ง กำลังแผ่ลามไปสู่ประเด็นเรื่องของ "ชนชั้น" กลายเป็นปรากฏการณ์ทางความคิดแบบ  "โดมิโนเอ็ฟเฟ็กต์" ซึ่งเกิดจากความกดดันของสภาพสังคม "รวยกระจุก จนกระจาย" ภายใต้การพัฒนาประเทศอุตสาหกรรมแบบทุนนิยม

ภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ปะทะในหลายเมืองใหญ่ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับโลกที่กำลังแปลงสภาพ เมื่อผู้มีอำนาจ "เสพสุข" กับ "ทรัพยากร" แต่อีกมิติกลับปล่อยให้ "ประชาชน" ต้องทน "อดอยาก" และใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ด้วยการทำงานแลกกับ "ค่าแรง" ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ

เหตุปะทะในหลายประเทศมหาอำนาจ "อุตสาหกรรมน้ำมัน" กลายเป็นปัจจัยเร่งเร้าให้ค่าครองชีพทุกด้านของโลกปรับตัวสูงขึ้น เพราะ "น้ำมัน" ที่เป็นแหล่งพลังงานหลัก ไม่สามารถผลิตออกมาได้สอดคล้องกับความต้องการ ยิ่งกว่านั้น ปัจจัยลบสะสม อย่างภัยธรรมชาติต่างๆ ปัญหาภาวะโลกร้อน ก็ยิ่งทำให้ "ราคาอาหาร" ปรับตัวสูงขึ้น

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ คาดการณ์กันว่า ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า นอกจากปัญหา "แหล่งพลังงาน" ไม่พอใช้แล้ว โลกจะต้องประสบกับภาวะ "วิกฤติอาหาร (Food Crisis)” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ภาวะวิกฤติอาหาร เริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยมายังโลกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2551 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า มีมากกว่า 37 ประเทศทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤติอาหาร โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบแอฟริกา เอเชีย สหภาพยุโรป และลาตินอเมริกา

ล่าสุดเมื่อกลางปี 2553 ที่ผ่านมา FAO ได้ออกมาเตือนอีกครั้งว่า วิกฤติอาหารจะรุนแรงขึ้นอีก เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และราคาสินค้าเกษตรผันผวน นอกจากนี้จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้คาดหายกันว่าภายในเวลา 40 ปี ต่อจากนี้ ปริมาณการผลิตอาหารจะต้องสูงขึ้นอีก 70% เพื่อตอบสนองกับความต้องการของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นถึง 9,150 ล้านคน

เห็นสัญญาณเตือน "วิกฤติอาหาร" แดงโร่มาแต่ไกลแบบนี้ "ประเทศอุตสาหกรรม" และ "มหาอำนาจน้ำมัน" ออกอาการร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน ขณะที่ประเทศเกษตรกรรมนำ เริ่มเห็นแนวทาง "พลิกวิกฤติเป็นโอกาส" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ประเทศไทย" ที่ถือได้ว่าเป็น "ประเทศผู้ผลิตอาหาร" ระดับแนวหน้าของโลก

อย่างไรก็ตาม ความรู้จักตนว่ามีทรัพย์ธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่พอ ทุกภาคส่วนจะต้องมีจิตสำนึก "รู้จักใช้" และ "รู้จักอนุรักษ์" 

ที่สำคัญคือหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องเข้ามามีส่วนในการร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางในการบริหารทรัพยากรของประเทศร่วมกันอย่างเท่าเทียม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนแก่ทั้งอุตสาหกรรมและชุมชนไปพร้อมกัน

(ผู้เขียน : อุษา หิรัญศิริ)