Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

อนาคตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไทยริบหรี่?!

  • PDF
จากความต้องการใช้ “พลังงานของโลก” ที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองกับความเติบทางด้านจำนวนประชากรและเศรษฐกิจ เป็นตัวเร่งเร้าให้หลายประเทศเริ่มมองเห็นความสำคัญของการสร้าง “โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์” เป็นทางเลือกใหม่ นอกเหนือจากโรงไฟฟ้ารูปแบบเดิม ที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างและนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า

โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากกว่า 4 ร้อยโรงงาน ครอบคลุมอยู่ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

ข้อดีที่ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ก็เนื่องมาจากนิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกกว่าพลังงานประเภทอื่นๆ โดยสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีปริมาณของเสียน้อย และสามารถขนส่งเชื้อเพลิงได้ง่าย ที่สำคัญคือไม่สร้างก๊าซเรือนกระจกและฝนกรด อีกทั้งยังสามารถยืดอายุการใช้งานของเชื้อเพลิงและโรงไฟฟ้าได้ตามหลักวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน โดยแม้จะมีพันธสัญญาระหว่างประเทศผู้ผลิตว่าจะ “ไม่เผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์” แต่ท่ามกลางสภาพความขัดแย้ง และการถ่วงดุลอำนาจระหว่างขั้วประเทศที่มีทัศนคติแตกต่าง ก็อาจทำให้ “นิวเคลียร์” ถูกนำมาใช้งานเพื่อผลิตอาวุธทางการทหาร ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ไปจากเดิมที่มุ่งเน้นในเรื่องของ
“พลังงานใหม่”

นอกจากนี้เรื่อง “ความปลอดภัย” ก็ยังเป็นปัญหาที่หลายคนยังไม่มั่นใจ เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์นั้นผลิตจากสารกัมมันตรังสีระดับสูง จึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด จนพาลทำให้หลายคนยังจิตตกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจสร้างผลร้ายได้มากกว่าดี หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้

อย่างเช่น ผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิและแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่น ที่วัดระดับความรุนแรงได้ถึง 9.0 ริกเตอร์ ซึ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สินของชาวญี่ปุ่น อีกทั้งยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงกับ “โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์” โดยทำให้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะเกิดระเบิดตามขึ้นมาถึงสองระลอก ทำให้ญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับวิกฤตเลวร้ายที่สุดจากอุบัติภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโลกทั้งโลกจะต้องเผชิญหน้ากับสารกัมมันตรังสีอานุภาพร้ายแรงที่กำลังแผ่ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลก

รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ระดับของสารกัมมันตภาพรังสีในอากาศโดยรอบลดลง หลังจากเกิดระเบิด และทางการได้สูบน้ำทะเลเข้าไปในพื้นที่ เพื่อพยายามลดอุณหภูมิในบริเวณโรงงานนิวเคลียร์ พร้อมกับได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยร้องขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และได้แจกจ่ายไอโอดีนให้กับประชาชนในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารกัมมันตภาพรังสี

แม้ประเทศญี่ปุ่นจะต้องบอบช้ำในทุกด้านทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจากสถานการณ์อันคาดไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกได้เรียนรู้ในครั้งนี้ การเตรียมพร้อมและระเบียบชีวิตที่ดียิ่งของชาวญี่ปุ่น ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายไปยิ่งกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ทุกคนต้องเริ่มหาคำตอบกันใหม่ “โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มีความปลอดภัยจริงหรือ…?!!” และ
“คุ้มหรือไม่…?! กับการเอาโลกทั้งโลกไปเสี่ยงเพื่อแลกกับพลังงานที่ได้จากนิวเคลียร์”

โดยเฉพาะประเทศไทยนั้น หาก “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” ยังคงยืนยันที่จะสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ต่อไป นอกเหนือจากการศึกษาผลกระทบ และนำเสนอข้อเท็จจริงจนสามารถฝ่าแรงต้านจากกระแสห้ามสร้างในจังหวัดและชุมชนของตัวเอง (แต่ยังต้องการใช้พลังงาน) ได้แล้ว

อีกภารกิจที่ กฟผ.จะต้องตอบคำถามให้กับประชาชน คือ “กฟผ.จะเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างไร”

(ผู้เขียน : อุษา หิรัญศิริ)