Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

ปรากฎการณ์ “ซุปเปอร์มูน” งดงามบนความสับสน?

  • PDF
ค่ำคืนนี้แล้วที่ “ซูเปอร์มูน” จะปรากฎโฉมให้มนุษย์โลกได้ชื่นชมความงดงามของดวงจันทร์แบบ “ดวงโต”

อย่างไรก็ตาม ความงดงามของดวงจันทร์ดวงใหญ่ครั้งนี้ มาพร้อมกับความหวั่นสะพรึงของผู้คนมากมาย เพราะนับตั้งแต่ได้มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ของการเกิดปรากฎการณ์ “ซูเปอร์มูน” พบว่ามีช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับภัยพิบัติของมนุษยชาติอยู่หลายครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากพายุเฮอริเคนในปี ค.ศ.1938, อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในฮันเตอร์วัลเลย์ ออสเตรเลีย ปี ค.ศ.1955, มหันตภัยพายุไซโคลนเทรซี่ เมืองดาร์วิน ออสเตรเลีย ปี ค.ศ.1974 รวมไปถึงเหตุการณ์สึนามิที่สร้างความเสียหายครั้งมโหฬารที่อินโดนีเซีย ในปี ค.ศ.2005 ซึ่งเกือบทุกเหตุการณ์ ล้วนแล้วแต่มีปรากฎการณ์ “ซูเปอร์มูน” เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนตั้งคำถามถึงปรากฎการณ์ “ซูเปอร์มูน” ที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.2011นี้ว่า มีความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่นนี้หรือไม่ หรือว่าน่ากลัวกว่านั้น คือ อาจจะมีเหตุภัยพิบัติครั้งใหม่เกิดขึ้นหลังจากการเกิดปรากฎการณ์ซูเปอร์มูนในค่ำคืนนี้อีก

สอดรับกับข้อมูลของ “เคน ริง” นักโหราศาสตร์ฉายา “มิสเตอร์มูนแมน” ที่พยากรณ์อากาศและการเกิดภัยพิบัติต่างๆ บนโลกด้วยดวงจันทร์เจ้าของคำทำนายแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจริง ณ เมืองไครซท์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ได้ออกมาเตือนว่า
“ช่วงค่ำคืนแห่งซูเปอร์มูนนี้ อาจเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้งในเมืองไครซท์เชิร์ช และอาจมีความรุนแรงมากกว่าเดิม”

ขณะที่นอสตาดามุสเมืองไทยอย่าง “ดร.สมิทธ ธรรมสโรช” ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เผยว่า ปรากฎการณ์ซูเปอร์มูนในวันนี้ อาจจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิใหญ่อีกครั้ง

ก่อนโลกจะตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัวทั้งหมด ยังมีข้อมูลอีกด้านเผยแพร่ออกมาให้ชาวโลกได้คลายกังวลลงบ้างเช่นกัน เมื่อ “เดวิด ฮาร์แลนด์” นักประวัติศาสตร์อวกาศ ได้ออกมาเปิดเผยว่า
“ดวงจันทร์อาจจะส่งผลกระทบเพียงแค่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าที่เคยเป็น แต่ไม่ได้มีอิทธิพลถึงขั้นที่จะทำให้โลกเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดได้ หรือหากเป็นจริงก็คงเป็นแต่ความบังเอิญเท่านั้น”

ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ “ซูเปอร์มูน” คือการที่ดวงจันทร์จะโคจรห่างจากโลกเพียง 356,577 กิโลเมตรเท่านั้น จากปกติที่โคจรในระยะห่างเฉลี่ย 384,400 กิโลเมตร ซึ่งจะส่งผลให้คนบนโลกเห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าดวงจันทร์ เต็มดวงที่เคยเห็นถึง 14% และดวงจันทร์ก็จะส่องสว่างกว่าค่ำคืนดวงจันทร์เต็มดวงทั่วไปถึง 30% นอกจากนี้ มันยังส่งผลให้โลกเกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าปกติด้วย

สำหรับ ประเทศไทย จะสามารถมองเห็นปรากฎการณ์ซูเปอร์มูนได้ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันนี้เป็นต้นไป ส่วนจะเป็นปรากฎการณ์งดงามที่มาพร้อมกับภัยพิบัติอีกครั้งหรือไม่นั้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

(ผู้เขียน : อุษา หิรัญศิริ)