Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

ความท้าทายใหม่ของผู้พิชิตเอเวอร์เรส

  • PDF











“ยอดเขาเอเวอร์เรสต์”
บนเทือกเขาหิมาลัย ได้ชื่อว่าเป็น “ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก” โดยจากการวัดความสูงด้วยจีพีเอสของทีมสำรวจสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1999 สามารถวัดระดับความสูงได้ถึง 29,035 หรือประมาณ 8,850 เมตร

คนที่นึกภาพไม่ออก ลองจิตนาการภาพ “ดอยอินทนนท์” ในประเทศไทยที่มีความสูง 2,565 เมตร แล้วคูณ 3.4 เท่าเข้าไป ก็พอจะเห็นขนาดความสูงอันมหึมาของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้
 
ในอดีต “การพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส” เป็นเสมือนตัวแทนของการเอาชนะความยากลำบาก และยังเป็นสัญลักษณ์ของการไปถึง "จุดหมายสูงสุดในชีวิตของนักปีนเขา" โดยหากย้อนกลับไปดูเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เราจะได้พบกับความบากบั่นของเหล่านักปีนเขาที่เพียรพยายามเอาชนะธรรมชาติ

เริ่มตั้งแต่สำรวจเส้นทางเพื่อพิชิตเทือกเขาเอเวอร์เรสในปี ค.ศ.1921 ผ่านพ้นคืนวันกว่า 20 ปี กว่าจะพิชิตเทือกเขาสูงตระหง่านอย่างเอเวอร์เรสลงได้สำเร็จในปี ค.ศ.1953 โดยสองนักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์และชาวเชอร์ปาร์ ภายใต้การคุมทีมของ "จอห์น ฮันต์" หัวหน้าคณะสำรวจชาวอังกฤษ

แม้จะมีผู้พิชิตได้แล้ว แต่ถึงอย่างไร เส้นทางบนเทือกเขาแห่งประวัติศาสตร์นี้ หาได้เคยห่างหายจากผู้พิชิต ซึ่งสัมภาระระหว่างทางของเหล่านักพิชิตหน้าใหม่และเก่า ไม่ว่าจะเป็นขวดเปล่า ถังออกซิเจนที่ใช้แล้ว เต็นท์ หรือแม้กระทั่งก้นบุหรี่ เหล่านี้ล้วนเป็นที่มาของ “ขยะกองโต” บนยอดเขาเอเวอร์เรส ซึ่งกำลังเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของ “รัฐบาลเนปาล” ในฐานะเจ้าของพื้นที่

ความพยายามเฮือกแรกของรัฐบาลเนปาลเพื่อเอาชนะปัญหาขยะ เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1998 โดยเริ่มห้ามจำหน่ายเบียร์และเครื่องดื่มที่บรรจุขวดแก้วในบริเวณยอดเขาเอฟเวอร์เรสต์ เนื่องจากเป็นต้นเหตุของขยะขวดแก้วบนเทือกเขาปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนขวด

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้เอง ทำให้นักปีนเขา และประชาชนในพื้นที่ มีอัตราการบาดเจ็บจากเศษแก้วลดลง และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนพื้นที่ เพราะสามารถจำหน่ายเบียร์พื้นบ้านที่ชื่อ “ชายัง” ได้มากขึ้น อีกทั้งยังได้กำไรอีกต่อจากการเก็บกระป๋องอะลูมิเนียมที่ใช้แล้วไปขายได้อีกต่อหนึ่งด้วย

ความพยายามอีกขั้นต่อมาของรัฐบาลเนปาล คือ การรณรงค์ให้นักท่องเที่ยว และนักปีนเขาใช้ “ขวดพลาสติกใบเดียวตลอดเส้นทางเดิน” แทนที่จะทิ้งเมื่อดื่มหมด แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถลดปริมาณขยะลงได้มากมายเท่าไรนัก

ที่สำคัญคือ ปัญหาขยะที่สะสมมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี นับตั้งแต่ได้มีการบุกเบิกเส้นทางพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสนี้ ยังไม่ได้ถูกกำจัด หรือขนลงมาทำลายยังพื้นราบ ทำให้ ณ วันนี้ขยะจึงถูกพบเห็นได้เกลื่อนกลาดบนยอดเขา เพราะหิมะที่เคยปกคลุมกำลังละลายตัวอย่างช้า อันเนื่องมาจาก "ภาวะโลกร้อน" ในปัจจุบัน

หลายปีก่อน จึงได้มีความพยายามจากชาวทิเบตและอาสาสมัครร่วมยี่สิบชีวิต แบกกระเป๋าขึ้นไป โดยมีจุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อ “พิชิตยอดเขา” ที่สูงที่สุด หากแต่เป็นภารกิจเพื่อ “เก็บขยะ”

โดยการเดินทางขึ้นไปในครั้งนี้ แม้พวกเขาจะสามารถเก็บขยะลงมาได้มากถึง 8 ตัน แต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนน้อยนิด เมื่อจำนวนขยะที่ถูกทิ้งอยู่บนเขา ซึ่งคาดกันว่ามีไม่ต่ำกว่า 600 ตัน!!!

ภารกิจครั้งที่ 2 เกิดขึ้นก่อนจะมีการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่งประเทศจีน โดยมีอาสาสมัครแดนมังกรกว่าสามสิบชีวิต ฝ่าความสูงกว่าระดับน้ำทะเลระดับ 8 พันเมตรขึ้นไปเก็บกู้ขยะเป็นเวลา 10 วัน ภารกิจในครั้งนี้ อาสาสมัครกลับมาพร้อมถุงขยะ 400 ใบ คิดเป็นน้ำหนักกว่า 10 ตัน

อย่างไรก็ตาม ภารกิจทำความสะอาดยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด เป็นผลงานของนักไต่เขาชาวเนปาล 20 คน ภายใต้ชื่อกลุ่ม “เอ็กซ์ตรีม เอเวอร์เรส เอ็กซ์พิดิชชัน 2010” ซึ่งได้มีการถ่ายทำเป็นสารคดีและเผยแพร่ไปทั่วโลก

ภารกิจ เอ็กซ์ตรีม เอเวอร์เรสฯ ครั้งนี้ “นัมกยัล เชอร์ปา” ผู้พิชิตเอเวอร์เรสมาแล้วถึง 7 ครั้ง นำลูกทีมพร้อมเป้หลังนักไต่เขาและถุงพิเศษ เดินฝ่าและไต่ระดับขึ้นไปตั้งแต่ช่วง “เซาธ์ โคล” ไปจนถึงในเขตที่อันตรายที่สุดคือ “เดธ โซน” ซึ่งถือได้ว่าเป็นเขตมรณะเพราะมีอากาศเบาบางและอุณหภูมิหนาวจัด โดยตั้งเป้าเก็บขยะลงมาอย่างน้อย 2 ตัน และเก็บศพนักไต่เขาที่เสียชีวิตชาวสวิสลงมาด้วย               

ล่าสุด คือภารกิจเก็บกวาดขยะของที่นำโดย “เอปา เชอร์ปา” เจ้าของสถิติพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ 20 ครั้ง ซึ่งมีแผนจะนำขยะ 5 ตันลงจากเอเวอร์เรส ระหว่างช่วงปีนเขาในฤดูใบไม้ผลิ โดยเอปามีแผนจะนำขยะ 4 ตัน ลงมาจากบริเวณเชิงเขา และอีก 1 ตันเป็นการเก็บกู้ซากขยะลงมาจากบริเวณยอดเขา ซึ่งมีความสูงถึง 8,850 เมตร

สำหรับภารกิจของคณะเอปาในครั้งนี้ จะมีคนสบทบทุนจ่ายเงิน 100 รูปี ต่อขยะที่เก็บได้ทุกๆ 1 กิโลกรัม โดยหากเอปาสามารถเก็บขยะได้ตามจำนวนที่เขาตั้งเป้าเอาไว้คือ 5 ตัน หรือ 5,000 กิโลกรัม ก็จะสามารถทำเงินได้มากถึง 500,000 รูปี หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 175,000 บาท!!!

ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางใหม่ๆ ในการหารายได้ให้กับ "ชาวเนปาล" ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าถิ่น และยังเป็นเจ้าแห่งการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส

ที่น่ายินดีที่สุดก็คือ ภารกิจเก็บขยะบนยอดเขาเอเวอร์เรส ถือเป็นการปลุกจิตวิญญาณของ “ผู้พิชิตเอเวอร์เรส” ภายใต้มุมมองใหม่ใน “แนวอนุรักษ์” ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับโลก และสร้างความสุขในใจผู้พิชิตได้มากกว่าการที่จะแข่งขันกับตัวเองเพื่อไปถึงจุดสูงสุดบนยอดเขาที่สูงที่สุดของโลกแต่เพียงอย่างเดียว

ไม่แน่ว่าในอนาคต วิธีการทำลายสถิติโลกบนยอดเขาเอเวอร์เรสอาจเปลี่ยนไป..!!!

(ผู้เขียน : อุษา หิรัญศิริ)